NiRanCha' portfolio
แฟ้มสะสมงานออนไลน์ นางสาวนิรัณชา ทองจันทร์แก้ว เลขที่30 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6/7 โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ จังหวัดสตูล บ้านเลขที่119 หมู่9 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล 91130
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555
จะรู้ได้อย่างไรว่ายาตีกัน และทำอย่างไรไม่ให้ยาตีกัน
ในการรับประทานยารักษาโรค บางท่านอาจต้องการเห็นผลในการรักษาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น จึงไปหายาอื่นๆ มารับประทานร่วมกับยาที่แพทย์สั่งหรือเภสัชกรจ่ายให้ ซึ่งไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาแผนปัจจุบันกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสมุนไพร ก็อาจจะไปมีผลเสริมฤทธิ์กัน ทำให้ฤทธิ์ของยามากเกินความต้องการของร่างกายในการรักษาโรค หรืออาจจะทำให้ฤทธิ์ของยาลดลง และไม่ได้ผลการรักษาตามที่ต้องการ

ยาตีกันคืออะไร “ยาตีกัน” หมายถึงการที่ฤทธิ์ของยาตัวเดิมเปลี่ยนแปลงไปเมื่อได้รับยาอีกตัวหนึ่งเพิ่มขึ้น หรือได้รับยามากกว่าหนึ่งตัว ซึ่งอาจมีผลทำให้ยาตัวเดิมนั้นมีฤทธิ์มากขึ้น จนเกิดผลข้างเคียงต่อผู้ใช้ หรืออาจจะไปมีผลทำให้ฤทธิ์ของยาตัวเดิมลดลง ทำให้ได้ผลการรักษาน้อยลงก็ได้ ซึ่งบางครั้งผลของ “ยาตีกัน” ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ตัวอย่างกรณีของยาตีกัน
ยาแผนปัจจุบันกับยาแผนปัจจุบัน เช่น การรับประทานยาลดกรดร่วมกับยาระบาย Bisacodyl ก็จะทำให้ยาระบายตัวนี้ออกฤทธิ์ที่กระเพาะอาหารแทนที่จะไปออกฤทธิ์ที่ลำไส้ จึงทำให้เกิดอาการปวดท้อง การรับประทานยาลดกรดร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น Tetracyclin ก็จะทำให้ยา Tetracyclin ไม่ออกฤทธิ์ และไม่ได้ผลการรักษาตามที่ต้องการ
การรับประทานยาคุมกำเนิดร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น ยาในกลุ่ม sulfa penicillin เช่น amoxicillin และ erythromycin ติดต่อกันนานๆ ก็อาจจะทำให้ยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพลดน้อยลง และอาจจะเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นได้ ในทางกลับกันยาเม็ดคุมกำเนิดก็จะไปลดประสิทธิภาพของยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มเบาหวาน หรือยาลดความดันโลหิต และในการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก หากรับประทานร่วมกันหลายชนิดฤทธิ์ในการรักษาก็อาจจะเท่าเดิม แต่จะทำให้เกิดผลข้างเคียง คือทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารมากขึ้น
ยาแผนปัจจุบันกับสมุนไพร เช่น การรับประทานยาต้านการแข็งตัวของหลอดเลือดbaby aspirin ร่วมกับ ขมิ้นชัน กระเทียม สารสกัดจากใบแปะก๊วย ก็จะไปเสริมฤทธิ์กัน ทำให้เลือดไม่แข็งตัว ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุ ก็จะทำให้เลือดไหลไม่หยุด หรือในกรณีที่ไปถอนฟันหรือผ่าตัด โอกาสที่เลือดจะแข็งตัวก็ยากขึ้น
ยาแผนปัจจุบันกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น การรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมกับน้ำมันปลา ก็อาจจะทำให้เลือดแข็งตัวได้น้อยลง
ยาแผนปัจจุบันกับเครื่องดื่ม เช่น การรับประทานยาแก้แพ้หรือยากล่อมประสาทที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง ร่วมกับการรับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มเหล่านี้จะไปเสริมฤทธิ์ในการกดสมอง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้
จะรู้ได้อย่างไรว่ายาตีกัน และทำอย่างไรไม่ให้ยาตีกัน
สำหรับอาการที่เกิดจากยาตีกัน สามารถสังเกตได้จากผลการรักษาโรคที่ผิดไปจากเดิม เช่น การรับประทานยาแก้แพ้ Chlorpheniramine ซึ่งปรกติจะทำให้เกิดอาการง่วงนอนอยู่แล้ว แต่หากไปรับประทานร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดสมอง ก็จะทำให้เสริมฤทธิ์กันจนทำให้ผู้รับประทานหลับไปเลยได้ หรือในกรณีของยาระบาย Bisacodyl ปรกติจะออกฤทธิ์ที่ลำไส้ ผู้รับประทานจึงไม่ค่อยรู้สึกปวดมวนท้อง แต่หากรับประทานร่วมกับนมหรือยาลดกรด ก็จะทำให้ปวดท้องมาก อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาของยาตีกันในบางกลุ่ม ก็จะไม่มีอาการแสดงออกมาในทันที แต่จะไปทำให้ผลการรักษาลดลง เช่น การใช้ยาคุมกำเนิดร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิด ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง ซึ่งกว่าจะทราบก็อาจแก้ไขไม่ทันแล้ว ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง
ที่มา : หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ เภสัชกร ประวทย์ ตันตสุวทย์กุล กรรมการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายและสื่อสารสังคม สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)
ฉี่บ่อยระวังโรคร้าย
การปัสสาวะบ่อย ๆ นอกจากจะรบกวน การดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายบางชนิดที่ทุกคนจะต้องพึงระวัง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.วสันต์ เศรษฐวงศ์ หน่วยศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลเลิดสิน อธิบายว่า อาการปัสสาวะบ่อย ในทางการแพทย์ หมายถึง ปัสสาวะมากกว่า 6 ครั้งในตอนกลางวัน หรือ มากกว่า 2 ครั้งในตอนกลางคืนหลังเข้านอน
คนที่อายุมากขึ้น โอกาสพบปัสสาวะบ่อยก็มากขึ้นด้วย โดยคนที่อายุน้อยกว่า 40 ปี มีโอกาสพบ 4% ในขณะที่คนอายุมากกว่า 60 ปี มีโอกาสพบถึง 15% ซึ่งอาการปัสสาวะบ่อยในคนหนุ่มสาวมักจะหาสาเหตุได้ง่ายกว่าในผู้สูงอายุที่ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ
ปัจจัยหรือสาเหตุของอาการปัสสาวะบ่อยมีดังนี้
กลุ่มที่ไม่ได้เป็นโรค เกิดจาก การดื่มน้ำมาก ทำงานในสภาวะอากาศที่เย็น ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีภาวะเครียด หรือการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ
กลุ่มที่เป็นโรค แบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ
1. ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น โรคเบาหวาน โรคเบาจืด
2. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะโดยตรง เช่น
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาว พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย มักเกิดขึ้นหลังจากกลั้นปัสสาวะนาน ๆ ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อย แสบขัด ไม่สุด ปวดท้องน้อย และอาจมีเลือดปนออกมา ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการอักเสบอาจลุกลามไปที่กรวยไต ผู้ป่วยอาจมีไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ พบในผู้ชายมากกว่า ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะขัด ๆ ไม่พุ่ง หยุดสะดุดเป็นช่วง ๆ ระหว่างปัสสาวะ เมื่อตรวจปัสสาวะพบเม็ดเลือดแดง เอกซเรย์จะพบนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
มะเร็งของกระเพาะปัสสาวะ พบบ่อยในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะเป็นเลือดเพียงอย่างเดียว โดย ไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย แต่บางครั้งอาจมีปัสสาวะบ่อย แสบขัด ต้องอาศัยการตรวจรังสีวินิจฉัย หรือส่องกล้อง
กระเพาะปัสสาวะทำงานไม่เสถียร หรือ โอเอบี เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 10 เท่า ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อยมาก อาจถึง 30 ครั้งต่อวัน กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะแต่ละครั้งออกไม่มาก บางรายอาจปัสสาวะไม่สุด ปวดท้องน้อยร่วมด้วย อาการดังกล่าวมักเป็นมานานแล้ว เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการทำงานที่ไวผิดปกติของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ
นอกจากนี้อาการปัสสาวะบ่อย อาจเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะข้างเคียง ที่มีผลต่อการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ เช่น นิ่ว ในท่อไตส่วนล่าง ท่อปัสสาวะอักเสบจากโรคหนองในแท้ และหนองในเทียมท่อปัสสาวะ ฝ่อหลังวัยทองในผู้หญิง ต่อมลูกหมากโตจากมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือ ต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง และท้องผูกเรื้อรัง
การวินิจฉัยโรค แพทย์จะอาศัยการซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจรังสีวินิจฉัย หรือการตรวจด้วยวิธีพิเศษ
การรักษาอาการปัสสาวะบ่อยนั้น ขึ้นอยู่กับโรคที่เป็นสาเหตุ โรคบางชนิดทานยาก็หาย เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะทำงานไม่เสถียร แต่บางชนิดอาจจะต้องผ่าตัด เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นโรคก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากที่เคยดื่มน้ำมาก ก่อนนอนก็ต้องงดหรือดื่มน้อยลง
ท้ายนี้ขอแนะนำ ว่า คนที่มีอาการปัสสาวะบ่อยควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะรักษาแต่เนิ่น ๆ นอกจากจะทำให้ชีวิตมีความสุขแล้ว ยังเป็นการรักษาโรคร้ายให้หายขาดอีกด้วย…
ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามดารา
CR.http://health.deedeejang.com/7/2752.html
CR.http://health.deedeejang.com/7/2752.html
พวกเรามาดื่มนมกันเถอะ
1 มิถุนายน เป็นวันดื่มนมโลก ซึ่งนมพร้อมดื่มส่วนใหญ่ใช้นมโคสดแท้แค่บางส่วนเท่านั้น แล้วมันจะมีผลอะไรต่อร่างกายหรือไม่?
วันที่ 1 มิถุนายน เป็นวันที่มีความสำคัญอีกวันหนึ่ง คือ เป็นวันที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ The Food and Agriculture Organization (FAO) กำหนดให้เป็น วันดื่มนมโลก (World Milk Day) เพื่อให้ประเทศต่างๆ และองค์กรที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญ และสนับสนุนให้ประชาชนได้บริโภคนมอย่างพอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการบริโภคนม ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของนมแก่ประชาชน
จากผลการวิจัยในห้องทดลอง นมพร้อมดื่มส่วนใหญ่จะมีคุณภาพได้มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้ผลิตหลายรายจึงนิยมใช้นมโคสดแท้บางส่วน และเติมนมปรุงแต่งบางส่วน ในขณะที่ผู้ผลิตที่รักษาคุณภาพดั้งเดิมจะใช้นมโคสดแท้ ซึ่งมีคุณค่าสูงเกินกว่ามาตรฐานเพราะเป็น Whole Milk ที่มิได้สกัดเอาคุณค่าอันสูงกว่ามาตรฐานออก ซึ่งผู้บริโภคจะไม่ทราบเว้นแต่การทดสอบในห้องวิจัย
นมโคสดแท้จะมีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของธรรมชาติ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จากไขมัน โปรตีน และวิตามิน ร่างกายสามารถย่อยโปรตีนในนมโคแท้ได้ดีกว่านมผสม อีกทั้งน้ำนมโคแท้ที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ยังคงให้คุณค่าอาหารในด้านวิตามิน บี 12 สูงกว่า นอกจากนั้นนม UHT ทั้งน้ำนมโคแท้ และน้ำนมผสมจะมีคุณค่าด้านวิตามินใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ น้ำนมผสมบางยี่ห้ออาจมีการเสริมวิตามิน ที่ไม่ได้มาจากแหล่งธรรมชาติ ทำให้มีปริมาณวิตามินบางประเภทสูงกว่าปกติ แต่เป็นวิตามินสังเคราะห์ ไม่ได้มาจากแหล่งธรรมชาติแต่อย่างใด
นมมีส่วนช่วยไม่ให้ความดันโลหิตสูงเกินกว่าปกติ และช่วยเสริมสร้างสุขภาพฟันที่ดี เพราะอุดมด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ มีโปรตีนที่ช่วยให้ฟันเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยเคลือบผิวฟันอีกด้วย นอกจากนั้น นมยังเป็นเครื่องดื่มที่มอบความสดชื่นไม่แตกต่างจากน้ำดื่ม การดื่มนมหนึ่งหรือสองแก้วจะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น และยังทำให้ได้รับคุณค่าสารอาหารที่ร่างกายต้องการอีกด้วย
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
CR.http://health.deedeejang.com
CR.http://health.deedeejang.com
วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555
บันทึกความดีประจำวันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2555
ช่วยประหยัดน้ำ
ถอดปลั๊กไฟเมื่อไม่ใช้งาน
ปิดพัดลม
ไม่มาโรงเรียนสาย
ยกมือไหว้ครู
สวดมนต์ไหว้พระ
ไม่เข้าเรียนสาย
ร้องเพลงชาติเต็มเสียง
ส่งงานบ้านตรงเวลา
ตั้งใจเรียน
ถอดปลั๊กไฟเมื่อไม่ใช้งาน
ปิดพัดลม
ไม่มาโรงเรียนสาย
ยกมือไหว้ครู
สวดมนต์ไหว้พระ
ไม่เข้าเรียนสาย
ร้องเพลงชาติเต็มเสียง
ส่งงานบ้านตรงเวลา
ตั้งใจเรียน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
